FACULTY OF JOURNALISM
AND MASS COMMUNICATION
THAMMASAT UNIVERSITY
TH | EN
เกี่ยวกับคณะ | ข่าวสาร | หลักสูตร | วิชาการ | งานวิจัย | กิจกรรมนักศึกษาและศิษย์เก่า | ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวสารประชาสัมพันธ์
คณะวารสารศาสตร์ฯ จัดงานเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 “เมื่อความหวาดกลัวของประชาชนคือภัยในสายตารัฐ”
13 ส.ค. 2564

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 “เมื่อความหวาดกลัวของประชาชนคือภัยในสายตารัฐ” โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ กัลยกร วรกุลลัฎฐานีย์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน กล่าวเปิดงาน ภายในงานมีผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน และกฎหมายมาร่วมแสดงความเห็น วิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม (คณะวารสารศาสตร์ มธ.) รศ.รุจน์ โกมลบุตร (คณะวารสารศาสตร์ มธ.) คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (ผู้แทนจาก iLaw) อ.สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ (คณะนิติศาสตร์ มธ.) และคุณสุภิญญา กลางณรงค์ (Cofact Thailand) โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสื่อและการสื่อสาร ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว ตามข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 มาตรา 9 

นักวิชาการ-ภาคประชาชนชี้รัฐใช้ยาแรงจัดการสถานการณ์โควิด-19 ทำประชาชนเกิดความหวาดกลัว  แนะใช้กฎหมายที่มีอยู่ -ทำความเข้าใจ-ให้ข้อมูลประชาชน อย่าปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 “เมื่อความหวาดกลัวของประชาชนคือภัยในสายตารัฐ” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน และกฎหมายมาร่วมให้ความเห็น โดย รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีประกาศออกข้อกำหนดตามมาถึง 28 ฉบับ ซึ่งในข้อกำหนดทั้งหมดมีข้อกำหนดฉบับที่  1  และ 27 เขียนถึงการห้ามเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ จึงเป็นที่มาของการเสวนาในครั้งนี้ โดยสรุปใจความของข้อกำหนด ฉบับที่ 1 คือ การเผยแพร่ข่าวสารอันไม่เป็นความจริง ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการเตือนให้ระงับและแก้ไขข่าว และสามารถดำเนินคดีด้วยพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทบความผิดทางคอมพิวเตอร์  ถ้าเรื่องนั้นไม่เป็นความจริงและทำให้เกิดความหวาดกลัวให้เจ้าหน้าที่ระงับ และเอาผิดทางกฎหมายได้ จนกระทั่งฉบับที่ 27 ที่ต่างจาก ฉบับที่ 1 ตรงที่ ถ้าเป็นความจริงที่มีข้อความอันอาจทำให้เกิดความหวาดกลัวก็อาจผิดได้

 “หากลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเห็นว่า 10 ก.ค.มีการประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 27 อีกสองวันต่อมามีการให้สัมภาษณ์รองนายกฯว่าถ้าข่าวที่ออกมาเป็นข้อเท็จจริงก็เสนอได้ ถัดมาอีก 3 วัน องค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์ให้ทบทวนเพราะมีปัญหาเรื่องดุลยพินิจ อย่างเรื่องความกลัว ต่อมามีการประกาศฉบับที่ 28 ต่อมาก็เกิดกระแสคอลเอาท์ ตามมาด้วยการออกมาบอกว่าการเคลื่อนไหวของศิลปินและอินฟูลเลนเซอร์เป็นการผิดกฎหมาย เวทีนี้ต้องการมาคุยกันว่า ข้อกำหนดที่ออกมา มีผลทั้งทางสังคมและการสื่อสารอะไรบ้าง”

ด้านอาจารย์สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขอเจาะที่ข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อสารมวลชน การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจพิเศษ ในการออกข้อกำหนดมาจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหา เรื่องที่ไปจำกัดสิทธิเสรีภาพ คือ ฉบับที่ 1  กับ 27 ข้อกำหนดฉบับที่ 27 มีความกว้างของบทบัญญัติและอาจเกิดปัญหาในการตีความ เพราะการใช้ถ้อยคำที่กว้างมากทำให้มีการเอาข้อกำหนดไปใช้กับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกับสถานการณ์โควิด-19 โดยตรง แต่ไปห้ามการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล การออกข้อกำหนดโดยหลักการควรจะมีการปรับให้เข้ากับสถานการณ์ แต่ข้อกำหนดที่เขียนเป็นการลอกมาจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน การใช้ถ้อยคำกว้างๆ ทำให้ตีความไปได้หลายแบบ ตัวข้อกำหนดยังไม่กำหนดขอบเขตให้ชัดถึง ช่องทางในการเผยแพร่ ที่ระบุถึง การเผยแพร่ใน “สื่ออื่นใด “ ที่อาจหมายรวมถึงสื่อโซเชียล หรือดิจิทัล สิ่งที่เป็นประเด็นและเป็นปัญหามีการใช้คำว่า ที่มีข้อความที่ทำให้เกิดความกลัว  โดยไม่ได้ระบุว่า ข้อความ เป็นข้อความที่เป็นเท็จ หรือข้อความที่เป็นจริง

“คำที่มีความหมายกว้างทำให้กินความได้ทั้งความจริงและความเท็จ การเขียนกฎหมายเพื่อใช้กับสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ควรใช้ถ้อยคำที่กว้างขนาดนี้ การที่เปิดถ้อยคำทางกฎหมายที่กว้างอาจทำให้เกิดการใช้กฎหมายโดยบิดเบือนมากขึ้น มาตรการแบบนี้อาจะนำไปใช้ในการสร้างการผูกขาดช้อมูลหรือปิดกันข้อมูลที่รัฐไม่อยากให้รู้ ผลของข้อกำหนดทำให้ให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกใช้มาตรการทางอาญามาจัดการกับการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์”

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นการพูดการเขียน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีลักษณะไปจำกัดสิทธิมีจุดมุ่งหมายป้องกันการระบาดและสกัดกันการระบาด ดังนั้นการใช้เครื่องมืออะไรของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการระบาดและสกัดกั้นการระบาด การห้ามเผยแพร่ข้อความมันไปช่วยสกัดกันการระบาดยังไง รัฐกำลังใช้ความหวาดกลัวในการจัดการโรคระบาดมากเกินไป  แม้การออกประกาศอะไรก็ตามออกมาแม้จะออกตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐควรใช้มาตรการที่กระทบสิทธิของประชาชนน้อยที่สุด ยังมีมาตรการอื่นที่ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ภาพคนเสียชีวิตกลางถนนทำให้คนเกิดความกลัวระมัดระวังตัวมากขึ้น การเสนอภาพเหล่านี้ออกไปมันไปสกัดกันการระบาดตรงไหน การตีความกฎหมายเพื่อนำมาใช้ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และเจตนารมย์ของกฎหมาย และต้องตีความให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ  ดังนั้นควรตีขอบให้แคบและจำกัดให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายเพื่อจัดการกับการระบาดที่สุดมากกว่า

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw กล่าวว่า ข้อกำหนดทั้ง 28 ฉบับ คือ ระบบกฎหมายที่เราต้องเผชิญในตอนนี้ เป็นข้อกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินที่อ่านยากมาก  วิธีการอ่านให้เข้าใจต้องอ่านหลายฉบับประกอบกัน หากอ่านฉบับเดียวไม่มีทางเข้าใจ  การทำความเข้าใจข้อกำหนดฉบับที่ 27 ต้องอ่านย้อนตั้งแต่ฉบับ 1 ถึง 26 สถานการณ์ฉุกเฉินขณะนี้รัฐสามารถกฎหมายที่มีอยู่จัดการกับสถานการณ์ได้ แต่รัฐกลับสร้างเครื่องมืออีกชิ้นเข้ามาดูแลสถานการณ์ แม้ไม่มีข้อกำหนดฉบับที่ 27 เราก็มีกฎหมายอื่นที่มาจัดการกับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง มีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเสนอข่าวเท็จที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว สามารถใช้บทบัญญัติมาตรา 14 (2) จัดการได้ข้อกำหนดข้อ 11 ไม่ต้องมีก็ได้ ประเทศไม่ได้ล่มสลายอะไร

 “ข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 เป็นระบบกฎหมายที่สับสน ที่เรามีกฎหมายแบบนี้ได้เพราะเราใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจจะอ้างว่ามีคามจำเป็นเร่งด่วนต้องทำทันที แต่เมื่อเวลาผ่านมากว่า 2 ปี ควรจะทบทวนหรือเขียนกฎหมายออกมาใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบัน ไม่ใช่เอามากฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินระดับที่มีสงครามเกิดขึ้นมาใช้ ถ้าตั้งหลักกันได้ควรกลับไปใช้กฎหมายที่มีมาจัดการสถานการณ์”

ขณะที่ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cofact Thailand กล่าวว่า  ในมุมของประชาชน ความตื่นตระหนกมันไปไกลมาแล้ว ถ้ารัฐบาลจะออกประกาศอะไรออกมาให้ประชาชนตื่นตระหนกน้อยลงคงทำอะไรไม่ได้ ลึกๆ คนอาจจะหมดแรงกับการตื่นตัว และประชาชนรู้สึกว่าสถานการณ์มันเกินกว่าจะตื่นตระหนก แต่กลับมาดูแลตัวเองว่าจะจัดการอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีประสบการณ์ จนเป็นความจริงเชิงประจักษ์ของตัวเอง สิ่งที่อยากบอกคือ การแสดงออกเป็นความรู้สึกของประชาชนที่เขาประสบแล้วเข้าต้องการแสดงออก สถานการณ์ปัจจุบันคนอาจจะดูเฉยๆ แต่จริงๆ มันคือความอึ้ง กับสถานการณ์ การจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐมันผิดพลาดมาโดยตลอด  ในสถานการณ์แบบนี้ ประชาชนยอมให้รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษได้ แต่ควรเป็นวิธีที่ส่งตรงถึงประชาชนโดยตรงทันที ทันท่วงที  สิ่งที่เกิดขึ้นกลับการเป็นว่า เรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องจริงจังไม่มีการประกาศให้ชัดเจน ประกาศสำคัญมักมีการประกาศในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หรือกลางดึก ซึ่งประชาชนไม่ได้ต้องการแบบนั้น

ผลของความไม่ชัดเจน คือ ความโกลาหลเชิงข่าวสาร ทำให้เกิดความปั่นป่วน ปัญหาเกิดตรงไหนควรแก้ตจรงตั้ง การแสดงออกถึงความกลัวในกรณี ควรใช้ความจริงนำทาง หัวใจสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดความกลัว คงไม่ใช่การออกกฎหมายบังคับไม่ให้แสดงความคิดเห็น แต่ควรจะเป็นวิธีการทำให้คนรู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันข่าว ไม่ใช่ออกกฎหมายมาควบคุมการเสนอข่าว ถ้ารัฐเห็นความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมรัฐควรทำแคมเปญรณรงค์ไปเลย การเอากฎหมายมาปิดปากไม่ใช่ทางออกที่จะสู้กับข่าวในโซเชียล ทางออกที่ดีคือที่ประเทศอื่นทำกันถ้าคิดว่าข่าวในโซเชียลมีปัญหาคือ ทำSocialmedia Distansing  ถ้าเราต้องการข้อเท็จจริง เราต้องการเสรีภาพของสื่อ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น “

ยิ่งปิดกั้นเท่าไหร่คนก็ยิ่งอยากแสดงออกยิ่งอยากรู้ ถ้าไปปิดกันก็ยิ่งกระทบกับความน่าเชื่อถือ กฎหมายควรเป็นเครื่องมือปกป้องผู้ถูกกระทำ ผู้มีอำนาจต้องมีความอดทน เพราะอยู่ในบทบาทในการก้ไขปัญหา การมีคนมาวิจารณ์เป็นเรื่องปกติ ควรไปแก้ปัญหาแล้วให้คนวิพากษ์วิจารณ์ได้จะดีกว่า การแสดงออกมาอย่างที่สุดโต่ง แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีทางออกการไปปิดกั้นจะยิ่งทำให้เกิดแรงต้านขึ้นในสังคม รัฐความทำ Open data Open Government ไปเลย”  

ส่วน ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์ ควรทำความเข้ากับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลับมาดูประเทศไทย ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อประชาชนน้อยลง พอมาชี้แจงแล้วประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้ชี้แจงอะไรเลย กลับมีการใช้ปิดกันการแสดงความคิดเห็น วิธีการกำกับของรัฐใช้กฎหมายสูงสุด ในระหว่างทางมีการขู่ตลอดเวลา  ขอนิยามสถานการณ์ในช่วงนี้ว่า การจัดการความหวาดกลัวของรัฐบาลด้วยการกำกับสื่อในยุคดิจิทัล การออกข้อกำหนดที่ 28 แม้สื่อจะไม่มีอาการออกแต่เชื่อว่าในกองบรรณาธิการ คงต้องมีกระบวนการในเซนเซอร์เนื้อหาบางส่วนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ  “ข้อกำหนดที่รัฐบาลประกาศสร้างความหวาดกลัวให้กับทั้งสื่อและประชาชน มันสะท้อนให้เห็นว่า เสียงประชาชนยังเป็นเสียงที่ดังและมีพลัง สามวันที่ผ่านมา มีคอลเอาท์ กับเฟคนิวส์ ในฐานะนักวิชาการ รู้สึกว่าท่าทีของรัฐกำลังใช้วิธีการกำกับที่ไม่ประสบความสำเร็จ สมัยก่อนพอมีการปฎิวัติจะมีการเชิญสื่อไปรับฟังแนวทางในการเสนอข่าว พอมีอินฟูลเลนเซอร์ เข้ามาล่าสุดหลังประกาศฉบับที่ 28 มีการเชิญอินฟูเลนเซอร์ไปฟังด้วย”